วิเคราะห์แทคติก
season preview 2026-27
เปเรซกดปุ่ม The Special One อีกครั้ง: มูรินโญ่คัมแบ็คมาดีล้มบาร์ซ่า หรือแค่กลับมาเป็นม้ามืด?
สองปีไร้แชมป์ทำให้เปเรซต้องลากเอา "เดอะ สเปเชียล วัน" กลับมาคุมราชันชุดขาวอีกครั้ง แต่คำถามคือ มูรินโญ่เวอร์ชั่น 2026 จะยังเป็นคนเดิมที่พาราชันชุดขาวคว้า 100 แต้มได้หรือไม่
ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 5 นาที
เราอยู่ในช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดของฟุตบอลสเปนในรอบหลายปี เมื่อ "สัปเหร่อ" อย่างฟลอเรนติโน เปเรซ ต้องกดปุ่มฉุกเฉินด้วยการดึงโชเซ่ มูรินโญ่ กลับมาคุมทัพราชันชุดขาวอีกครั้ง หลังจบฤดูกาลที่สองติดต่อกันแบบไร้แชมป์ ซึ่งสำหรับมาตรฐานของสโมสรที่ถือว่าความสำเร็จคือเรื่องปกติ การไร้ถ้วยแม้แต่ใบเดียวมันคือความหายนะขั้นสุด และไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ดีไปกว่าประธานาธิบดีวัย 79 ปีที่กำลังจะหมดวาระ
จริงอยู่ว่ามันมีอะไรเปลี่ยนไปเยอะมากตั้งแต่ที่มูรินโญ่ก้าวเท้าเข้ามาคุมทีมครั้งแรกในปี 2010 ตอนนั้นสเปนเพิ่งคว้าแชมป์โลกได้หมาดๆ โดยมีกองหน้าบาร์เซโลน่าเป็นคนยิงประตูชัยในนาทีสุดท้าย ขณะที่ฝั่งตรงข้ามต้องเล่นด้วยผู้เล่น 10 คนเพราะโดนใบแดงไปก่อน แล้วโดนเตะจนแทบจะไม่ได้เล่นบอลด้วยซ้ำ ฟุตบอลในยุคนั้นมันดุเดือดเลือดพล่าน และมูรินโญ่คือคนที่เหมาะกับบรรยากาศแบบนั้นที่สุด
แต่ตอนนี้? มันคือปี 2026 สเปนเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง (ได้จากชัยชนะเหนือนัดชิงฯ ที่เพิ่งจบไป) และทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ในลีกคือบาร์เซโลน่าของลามีน ยามาล ที่กวาดแชมป์ลีกสองสมัยติดต่อกัน งานของมูรินโญ่ในครั้งนี้จึงเหมือนกับเดจาวูของเมื่อ 16 ปีก่อน นั่นคือการโค่นยักษ์ใหญ่จากคาตาลันให้ได้ แต่คำถามคือสูตรสำเร็จแบบเก่ามันจะยังใช้ได้ผลในยุคที่ฟุตบอลเปลี่ยนไปขนาดนี้หรือไม่
เรื่องนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมูรินโญ่เป็นตัวเลือกแรกของใคร แต่เพราะเปเรซเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด ต่างจากรอบที่แล้วที่ซีอีโออย่างโฮเซ่ อังเคล ซานเชซ เป็นคนผลักดันให้ดึงชาบี อลอนโซ่มาแทนที่ แต่สุดท้ายดีลนั้นก็ล่มไม่เป็นท่า คราวนี้ประธานาธิบดีผู้ทรงอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง และให้สัญญากับแฟนๆ ไว้ว่าจะดึง "เดอะ สเปเชียล วัน" กลับมา ถ้าเขาได้รับการเลือกตั้งใหม่ในเดือนมิถุนายน ซึ่งก็เป็นไปตามคาด
การประกาศแต่งตั้งเกิดขึ้นในวันเปิดศึกฟุตบอลโลกพอดี ซึ่งมันคือสไตล์ของเปเรซจริงๆ คือชอบทำอะไรที่สร้างกระแสให้คนพูดถึงมากกว่าการแถลงข่าวธรรมดา แต่คำถามคือ นี่คือการตัดสินใจที่มาจากหัวใจ หรือการตัดสินใจที่มาจากความกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้นั่งเก้าอี้ประธานต่อ? เพราะการดึงมูรินโญ่กลับมาในวัย 63 ปี มันคือการลงทุนกับอดีต ไม่ใช่การลงทุนกับอนาคต
ถามว่ามูรินโญ่ยังเก่งไหม? เก่งสิ แต่เก่งในแบบที่ต้องใช้ผู้เล่นชุดใหญ่ที่พร้อมสู้ในสไตล์ของเขา ไม่ใช่เก่งแบบที่ปรับตัวเข้ากับผู้เล่นที่มีอยู่ ปัญหาคือตอนนี้เรอัล มาดริดมีขุมกำลังที่ถูกสร้างมาเพื่อเล่นบอลครอง possession สูงและเกมรุกที่รวดเร็ว แต่สไตล์ของมูรินโญ่คือการตั้งรับให้แน่นแล้วโต้กลับด้วยความเฉียบขาด มันจะเข้ากันได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นว่าเขาต้องปรับสไตล์การเล่นของตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการคุมทีม
มองอีกมุมหนึ่งนะ การกลับมาของมูรินโญ่มันคือการเดิมพันครั้งใหญ่ของเปเรซ ที่กำลังจะหมดวาระและต้องการแชมป์มาประคองบัลลังก์ไว้ ถ้าเขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ในฤดูกาลนี้ มันจะถูกจารึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าพลาด มันจะกลายเป็นบทสรุปสุดเศร้าของตำนานผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ที่เลือกกลับมาทำลายชื่อเสียงของตัวเองในจุดที่เคยประสบความสำเร็จสูงสุด
แล้วยามาลล่ะ? นี่คือกำแพงที่มูรินโญ่ต้องปีนให้ได้ บาร์เซโลน่าชุดนี้ไม่ได้แข็งแค่ในแนวรุก แต่พวกเขามีโครงสร้างทีมที่สมดุลและมีความเชื่อมั่นสูงมากจากการคว้าแชมป์ติดต่อกัน การจะโค่นทีมแบบนี้ได้ คุณต้องมีแผนที่สมบูรณ์แบบและผู้เล่นที่พร้อมทุ่มเททุกอย่าง ซึ่งมูรินโญ่เคยทำได้มาแล้วครั้งหนึ่งกับอินเตอร์ มิลานที่เอาชนะบาร์ซ่าชุดเป๊ปในแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ครั้งนั้นเขามีผู้เล่นที่เหมาะสมกับแผนทุกตำแหน่ง แต่ตอนนี้เขาจะมีแบบนั้นไหม
ฤดูกาล 2026-27 จะเป็นบทพิสูจน์ว่าไอเดียของฟุตบอลสมัยใหม่ยังมีที่ว่างสำหรับโค้ชสายเก๋าที่เน้นผลลัพธ์เป็นที่ตั้งหรือไม่ มูรินโญ่คือตัวแทนของยุคที่ "ผลงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด" ขณะที่บาร์เซโลน่าคือตัวแทนของยุคที่ "วิธีการเล่นคือตัวกำหนดอนาคต" มันคือการปะทะกันของปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลสเปน
จุดที่มูรินโญ่ต้องแก้ให้ได้
เกมรับที่เสียประตูง่ายเกินไปในฤดูกาลที่ผ่านมา และการคุมเกมแดนกลางที่โดนบาร์ซ่ากดจนอยู่หมัด — ถ้าไม่แก้สองจุดนี้ต่อให้วางแผนดีแค่ไหนก็ไม่มีทางชนะยามาลได้
อาวุธลับที่อาจไม่ลับ
มูรินโญ่มีดาบที่คมที่สุดในลีกอยู่ในมือ ทั้งความเร็วของแนวรุกและประสบการณ์ของแผงหลังที่ผ่านสมรภูมิมาเยอะ แต่จะใช้ยังไงให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองนี่แหละคือโจทย์ใหญ่
ฟังนะ มูรินโญ่คือโค้ชที่เก่งที่สุดในโลกสำหรับเกมเดียวที่ต้องเอาชนะให้ได้ แต่การไล่ล่าแชมป์ลีก 38 นัดมันคือเกมที่ยาวนานและต้องใช้ความสม่ำเสมอ ซึ่งไม่ใช่จุดแข็งของเขาในยุคนี้ ถ้าถามผม เปเรซเพิ่งเซ็นสัญญากับความทรงจำที่สวยงาม ไม่ใช่กับอนาคตที่สดใส และในปีที่บาร์ซ่ามียามาลเป็นตัวหลัก ผมว่าถ้วยลีกใบนี้ยังไงก็อยู่คาตาลันต่ออีกสมัย แต่มูรินโญ่จะทำให้ทุกนัดที่พบกันมันเดือดนรกแตกแน่นอน
ที่มา: The Guardian Football — อ่านต้นฉบับ

ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...