ข่าวย้ายทีม
TRANSFER NEWS
คาร์ริคฟันธง! แมนยูยังไม่พอ แค่นักเตะชุดนี้ไปไม่ถึงฝัน ต้องเข็นเพิ่มอีก
อดีตมิดฟิลด์เลือดผีออกโรงเรียกร้องบอร์ดทุ่มงบอีกครั้ง ชี้ชัด Rashford กับ Mainoo คืออนาคต แต่ถ้าอยากกลับไปยิ่งใหญ่ต้องมีอะไรมากกว่านี้
ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 4 นาที


หนทางกลับสู่ความยิ่งใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้อยู่ที่การฝากความหวังไว้กับเด็กปั้นเพียงอย่างเดียว ไมเคิล คาร์ริค กุนซือคนใหม่ที่เพิ่งจะได้คุมทีมแบบเต็มฤดูกาลเป็นครั้งแรก ออกมาเปิดใจแบบไม่ทิ้งเชิงกับ BBC Sport ว่าถ้าอยากให้ทีมกลับไปโลดแล่นบนเวทียุโรปจริงจัง สโมสรต้องควานหานักเตะใหม่เข้ามาเสริมอีก ไม่ใช่แค่เชื่อใจชุดปัจจุบันล้วนๆ
พูดกันตรงๆ ณ ตอนนี้ สภาพทีมปีศาจแดงยังห่างชั้นกับลิเวอร์พูลหรือแมนฯ ซิตี้พอสมควร การได้ตัวนักเตะใหม่อีกสองสามรายจะช่วยยกระดับทีมได้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องคว้าตัวมาเพื่ออุดช่องโหว่ แต่คือการเพิ่มความหลากหลายในแท็คติก และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างแรงกดดันภายในทีมให้ทุกคนต้องสู้เพื่อตำแหน่งตัวจริง
คาร์ริคพูดถึงเรื่องนี้แบบไม่อ้อมค้อม เขารู้ดีว่าการคุมทีมยักษ์ใหญ่อย่างแมนยูไม่ใช่เรื่องของการประคองตัวให้รอด แต่คือการต้องคว้าแชมป์ให้ได้ และการจะทำแบบนั้นได้ กำลังพลต้องพร้อมที่สุด เขาย้ำว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ "privileged" หรือพูดง่ายๆ คือมีสิทธิ์ได้เลือกนักเตะที่ดีที่สุดมาร่วมงาน ซึ่งนั่นคือข้อได้เปรียบที่เขาไม่มองข้าม
ประเด็นที่หลายคนจับตาไม่แพ้เรื่องตลาดซื้อขายคืออนาคตของสองเด็กปั้นอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด และโคบี ไมนู คาร์ริคพูดถึงสองคนนี้ในแง่บวกสุดๆ เขามองว่าแรชฟอร์ดคือนักเตะระดับเวิลด์คลาสที่เพิ่งจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมา และการกลับมาซัดประตูได้อีกครั้งคือสัญญาณที่ดีที่สุด ส่วนไมนูคือเพชรเม็ดงามที่ทีมต้องดูแลและปั้นต่ออย่างจริงจัง
แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเคลิ้มไปกับคำพูดสวยหรู ผมมองว่าความท้าทายของคาร์ริคไม่ได้อยู่ที่การชมเด็กๆ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการความคาดหวังต่างหาก แรชฟอร์ดเป็นนักเตะที่ฟอร์มขึ้นๆ ลงๆ มาตลอด ถ้าคาร์ริคดึงฟอร์มเก่งออกมาได้สม่ำเสมอ นั่นคือการบ้านชิ้นใหญ่ ส่วนไมนู แม้จะเก่งเกินอายุแต่ก็ยังเด็กเกินกว่าจะแบกทีมเพียงลำพัง เขาต้องการพี่เลี้ยงในสนามที่มีคุณภาพ และนั่นคือเหตุผลที่ต้องซื้อนักเตะใหม่
สิ่งที่คาร์ริคสื่อออกมาชัดเจนคือ เขาไม่ต้องการเป็นนายหน้าที่คอยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องการสร้างรากฐานระยะยาว การซื้อนักเตะในยุคนี้ไม่ใช่แค่การเติมเต็ม แต่คือการวางหมากเพื่ออนาคตของสโมสร และเขาดูเหมือนจะเป็นคนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใคร
สำหรับแฟนบอลแล้ว คำพูดของคาร์ริคครั้งนี้ถือเป็นลมปากที่สดชื่น เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและความเข้าใจในวัฒนธรรมของสโมสร ไม่ใช่กุนซือที่มานั่งปรับทุกข์กับงบประมาณ แต่เป็นคนที่ประกาศกร้าวว่าพร้อมจะพาทีมไปข้างหน้า ถ้าบอร์ดบริหารให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาหรือใครจะออกไป สิ่งที่แฟนผีอยากเห็นมากที่สุดคือทีมกลับมาดุดันและน่ากลัวอีกครั้ง การที่คาร์ริคพูดแบบนี้ เท่ากับเป็นการ์ดใบสำคัญที่ท้าให้บอร์ดพิสูจน์ตัวเองว่า อยากเห็นแมนยูกลับมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกจริงหรือแค่พูดเล่น
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คาร์ริคไม่ได้มาเล่นๆ เขารู้ดีว่างบประมาณไม่ใช่ข้ออ้าง แต่คือเครื่องมือ ถ้าบอร์ดแมนยูยังเมินเฉยปล่อยให้เขาทำงานด้วยของเดิมๆ บอกได้เลยว่าฤดูกาลนี้จะจบลงด้วยความผิดหวังอีกครั้ง เพราะในพรีเมียร์ลีกปัจจุบันนี้ การอยู่นิ่งคือการถอยหลัง และการถอยหลังของทีมใหญ่คือหายนะ
ที่มา: BBC Sport Football — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...