วิเคราะห์แทคติก
TACTICS
แชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ไม่ได้การันตีอะไรทั้งนั้น แต่แมตช์นี้จะเฉลยว่า “ความหิว” ของอาร์เซนอลยังเหลืออยู่แค่ไหน
นัดเปิดซีซั่นที่เวมบลีย์อาจไม่ใช่เครื่องชี้ชะตาฤดูกาล แต่สำหรับทีมที่เพิ่งได้แชมป์รอคอย 22 ปี มันคือบททดสอบแรกของความกระหายที่ยากจะประเมิน
ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 4 นาที
คำถามคลาสสิกของทุกทีมที่เพิ่งปีนขึ้นถึงจุดสูงสุดหลังจากรอคอยมานานคือ “แล้วไงต่อ?” ความหิวโหยที่เคยเป็นเชื้อเพลิงยังจะเผาไหม้ต่อไปอีกหรือไม่ หรือพอได้ลิ้มรสความสำเร็จแล้ว มันจะกลายเป็นความอิ่มตัวที่กัดกินทีมจากข้างใน? สำหรับอาร์เซนอล คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะพวกเขาไม่ได้รอแค่ปีสองปี แต่รอถึง 22 ปีกว่าจะได้แชมป์ลีกสมัยที่ 14 มาครอง และที่เจ็บปวดกว่านั้นคือต้องจบรองแชมป์สามปีซ้อนก่อนจะไขว่คว้ามันได้สำเร็จในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ถามว่าฤดูกาลที่แล้วเหนื่อยไหม? เหนื่อยทั้งกายและใจ แค่ดูสภาพของเดคลาน ไรซ์ที่แทบจะแบกทีมจนหมดสภาพ หรือบูคาโย ซาก้าที่มีอาการวูบวาบเป็นช่วงๆ ในศึกเวิลด์คัพก็พอจะเดาได้ แล้วอย่าลืมวิลเลียม ซาลิบาที่ยังสะบักสะบอมจากอาการบาดเจ็บหลังที่ติดมาจากทัวร์นาเมนต์ที่กาตาร์ ความอ่อนล้าทางร่างกายเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด แต่ความอ่อนล้าทางจิตใจนี่สิที่น่ากลัวกว่า เพราะมันไม่แสดงอาการให้เห็นจากภายนอก แต่จะระเบิดออกมาเมื่อถึงช่วงเวลากดดันจริงๆ
ปกติแล้วช่วงเปิดฤดูกาลหลังทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ มันก็มักจะมีความอลหม่านเล็กน้อยอยู่แล้ว แต่ฤดูกาลนี้ดูจะวุ่นวายเป็นพิเศษ นับดูดีๆ นะครับ — 9 จาก 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกเปลี่ยนผู้จัดการทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ที่บิ๊กเนมห้าตำนานกุนซือแห่งยุคพรีเมียร์ลีกอย่างเฟอร์กี้, แวงเกอร์, มูรินโญ่, คล็อปป์ และเป๊ป จะไม่มีใครคุมทีมในลีกเลยสักคนเดียว
มันคือฤดูกาลแห่งความไม่แน่นอนที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า รวมถึงที่เอมิเรตส์สเตเดียมด้วย ฟังดูอาจจะขัดหูเพราะมิเกล อาร์เตต้า คือกุนซือที่คุมทีมในลีกยาวนานที่สุดในตอนนี้ แต่ต่อให้เป็นเขา ก็ยังมีคำถามให้ขบคิดเสมอว่าทีมชุดนี้จะรักษามาตรฐานความเข้มข้นเอาไว้ได้อีกหรือไม่ ถ้าอาร์เซนอลออกสตาร์ทช้าในช่วงต้นฤดูกาล ผมจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว
นี่คือเหตุผลที่แมตช์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเอนโซ มาเรสก้า ในสุดสัปดาห์นี้มีความหมายมากกว่าถ้วยรางวัลใบเดียว มันคือแบบทดสอบแรกที่จะบอกเราว่าอาร์เซนอลยังคงมีความหิวโหยอยู่หรือเปล่า แน่นอนว่าประวัติศาสตร์บอกเราว่าผู้ชนะในนัดนี้ไม่ได้การันตีแชมป์ลีกจริงจัง เพราะตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ไม่มีทีมไหนที่คว้าแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ แล้วได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในปีเดียวกันเลยสักทีเดียว มันคือ “คำสาป” ที่หลายทีมอยากปลดล็อก
แต่สำหรับอาร์เซนอลแล้ว แมตช์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสถิติหรือลางบอกเหตุ เพราะมันคือการวัดระดับความกระหายของนักเตะชุดนี้ว่ายังเร่าร้อนแค่ไหนหลังได้ลิ้มรสความสำเร็จครั้งใหญ่ การได้เห็นว่าพวกเขาวิ่งกดดันคู่ต่อสู้สูงแค่ไหนในนาทีที่ 70 หรือ 80 ของเกมที่เวมบลีย์ จะบอกเราได้มากกว่าบทสัมภาษณ์ใดๆ ว่าซีซั่นนี้พวกเขาจะป้องกันแชมป์ด้วยหัวใจที่ยังเผาไหม้หรือแค่เดินตามความคาดหวัง
ส่วนฝั่งซิตี้ชุดใหม่ของมาเรสก้า แม้จะเพิ่งเปลี่ยนกุนซือ แต่โครงสร้างทีมยังแข็งแกร่งและมีคุณภาพนักเตะที่เหนือชั้นกว่าหลายทีม แต่คำถามคือปรัชญาและแทคติกของเขาจะเข้ากับดีเอ็นเอของสโมสรได้เร็วแค่ไหน ซึ่งแมตช์นี้จะให้คำตอบเบื้องต้นได้ไม่มากก็น้อย
ฟันธงได้เลยว่าเกมนี้จะดุเดือดและเข้มข้นเกินกว่าชื่อ “นัดอุ่นเครื่อง” แต่ต่อให้ใครชนะ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีก 38 นัดข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เห็น “ดวงตาแห่งความหิว” ของนักเตะอาร์เซนอลว่ายังเป็นประกายเหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้วหรือไม่ เพราะถ้าดวงตานั้นเริ่มมืดลงเมื่อไหร่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของจุดจบของยุคทองที่เพิ่งเริ่มต้น
ที่มา: The Guardian Football — อ่านต้นฉบับ

ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...