BBC Sport Football นัดต่อไป เยือน Crystal Palace · 28 ส.ค. 20:00 น. 11 วันที่แล้ว general สรุปข่าวโดย AI

Watch the best of Rodri's Manchester City journey

BBC Sport Football 17 Aug 2026
ตราสโมสร Manchester City
5 11m
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบกระทู้



ข่าวย้ายทีม
TRANSFER NEWS


ร็อดรี้ อำลาเรือใบ: ตำนานที่ไม่ได้มีดีแค่ลูกยิงไกล แต่คือหัวใจของยุคทอง



จากวันแรกที่หลายคนสงสัย ถึงวันสุดท้ายที่ทุกคนต้องโค้งคำนับ — รวมโมเมนต์ที่ทำให้ร็อดรี้กลายเป็นตำนานของแมนฯ ซิตี้




ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 4 นาที




อกตามตรงนะ ผมไม่ได้มาเขียนไว้อาลัยแบบโลกแตกอะไรขนาดนั้น เพราะนี่คือวงการฟุตบอล ไม่มีใครยิ่งใหญ่เกินทีม แต่ถ้าจะให้พูดถึงการจากไปของ ร็อดรี้ ในครั้งนี้ มันก็เป็นดีลที่ทำให้แฟนบอลเรือใบต้องนั่งคิดนานว่า "เอาล่ะ... ใครจะมาเล่นตำแหน่งนี้ได้วะ?"



BBC Sport เพิ่งปล่อยคลิปรวบรวมโมเมนต์สุดประทับใจของเจ้าของบัลลงดอร์รายล่าสุด ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่ใต้ร่มเงาของเป๊ป กวาดิโอล่า ไปจนถึงนาทีที่เขาต้องก้มหน้ารับชะตากรรมจากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (ACL) ที่ทำให้ต้องพักยาวทั้งฤดูกาล และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบในถิ่นเอติฮัด สเตเดียม



หลายคนอาจจำเขาได้แค่ในฐานะ "คนยิงประตูชิงแชมป์ยุโรปนัดชิงชนะเลิศกับอินเตอร์ มิลาน" แต่สำหรับผม ร็อดรี้คือหมากตัวที่ทำให้ขุมกลางของซิตี้เดินต่อได้อย่างไร้รอยต่อ ต่างจากตอนนี้ที่ทีมดูฝืดๆ เวลาบอลขึ้นหน้า ใครจะไปคิดว่าการขาดหายไปของคนๆ เดียวจะทำให้แชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัยติด ต้องมาเสียท่าให้กับทีมระดับกลางตารางขนาดนี้



ที่มา


ย้อนกลับไปในซัมเมอร์ปี 2019 ซิตี้ทุ่มเงิน 62.6 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขามาจากแอตเลติโก มาดริด ตอนนั้นหลายคน (รวมถึงผม) แอบคิดว่า "แพงไปไหมวะ นักเตะสารพัดประโยชน์แต่ไม่ได้โดดเด่นสุดๆ ซะหน่อย" แต่ไม่นานนัก คำตอบก็ชัดเจน — ร็อดรี้ไม่ได้มาเป็นแค่ตัวเลือกทดแทน แฟร์นันดินโญ่ ที่แก่ลงทุกวัน แต่เขาคืออนาคตของแผงมิดฟิลด์ตัวรับที่เป๊ปต้องการมาตลอด



ผลงานของเขาพูดได้ดังกว่าเสียงวิจารณ์: ยิง 26 ประตู ลงสนาม 260 นัด พร้อมแอสซิสต์อีก 30 ครั้ง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าเขาเก่งแค่ไหน แต่บอกว่าเขาอยู่ในจุดที่ใช่ เวลาที่ใช่ และทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบที่สุดในตำแหน่งที่แทบไม่มีใครมองเห็นความสำคัญ จนกระทั่งเขาไม่อยู่



มุมมอง


สารคดีสั้นๆ ของ BBC ทำให้ผมย้อนคิดถึงประเด็นใหญ่ที่แฟนบอลกำลังถกเถียงกัน: การจากไปครั้งนี้คือ "การปิดยุค" หรือแค่ "การเปลี่ยนผ่าน"?



ถ้าถามตรงๆ ผมว่ามันคือการปิดยุคทองของร็อดรี้ในฐานะนักเตะระดับโลกคนหนึ่ง แต่สำหรับแมนฯ ซิตี้ มันคือบททดสอบว่าแท็คติกของเป๊ปยังเวิร์กได้จริงไหม โดยไม่มีเสาหลักคอยคุมจังหวะเกม ความจริงที่โหดร้ายคือ ซิตี้ไม่มีใครที่คุมเกมได้ใกล้เคียงเขาแม้แต่คนเดียว ข่าวลือเรื่องการดึงตัว บรูโน่ กีมาไรส์ หรือ มาร์ติน ซูบิเมนดิ เข้ามาแทน ก็ยิ่งตอกย้ำว่าพวกเขากำลังหาคนมา "ถมหลุม" ที่ร็อดรี้ขุดไว้ ไม่ใช่หาคนมา "สานต่อ" เพราะสไตล์ของแต่ละคนมันคนละแบบกันชัดๆ



จากประตูสำคัญๆ ไปจนถึงอาการบาดเจ็บและรางวัลบัลลงดอร์ — ช่วงเวลาที่นิยามตัวตนของร็อดรี้ในฐานะมิดฟิลด์ผู้ยิ่งใหญ่


แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะมืดมนไปหมด เรื่องเดียวที่ซิตี้ทำได้ดีเสมอคือการรีเซ็ตตัวเอง การจากไปของ กุน อากูเอโร่, แฟร์นันดินโญ่, อิลคาย กุนโดกัน หรือแม้แต่ริยาด มาห์เรซ ล้วนเป็นบทพิสูจน์ว่าสโมสรนี้ไม่เคยยึดติดกับใคร และถ้าพวกเขาหานักเตะที่ใช่เข้ามาได้ทันตลาดซัมเมอร์นี้ บางทีการ "เสียร็อดรี้" อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่โหดขึ้นกว่าเดิมก็ได้



สุดท้ายนี้ ไม่ว่าเขาจะไปค้าแข้งที่ไหนต่อ ผมขอปรบมือให้กับหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรเกินตัว และทุ่มเททุกอย่างให้ทีมจนถึงนาทีสุดท้าย



💡

ร็อดรี้ไม่ได้แค่ "หายไป" แต่เขาทิ้งรองเท้าที่ใหญ่เกินกว่าใครจะใส่แทนได้ในทันที ยุคของเขาจบลงอย่างสวยงาม แต่คำถามที่แท้จริงคือ เป๊ปจะหาคนที่ทำให้ซิตี้ "เหมือนเดิม" ได้หรือไม่? ถ้าทำไม่ได้ ฤดูกาลนี้จะยาวนานและเจ็บปวดสำหรับแฟนเรือใบแน่นอน



ที่มา: BBC Sport Football — อ่านต้นฉบับ


#ManchesterCity #Rodri #TransferNews

ความคิดเห็น 4

กำลังโหลดความคิดเห็น...