วิเคราะห์แทคติก
TACTICS
เชลซีแตกในห้องแต่งตัว: ถ้าโบห์ลีโดนเตะออก ใครจะเหลือไว้เป็นแพะรับบาปให้คลีร์เลค?
เปิดโปงเกมการเมืองในบอร์ดบริหารสิงห์บลูส์ ที่แพ้ยากกว่าการหาผู้จัดการทีมคนใหม่เสียอีก
ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 4 นาที
หวังกันไว้เถอะครับว่าแฟนบอลเชลซีจะได้เฮกับยุคใหม่ที่ผู้จัดการทีมคนใหม่พร้อมแผนการเล่นสดใส แต่เดี๋ยวก่อน—เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้นหรอก เพราะว่าที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ตอนนี้ สนามรบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่สนามหญ้า แต่อยู่ในห้องประชุมชั้นบนของสโมสรต่างหาก
ย้อนกลับไปตอนที่รัสเซียยึดยูเครน และโดมิโน่ตัวแรกก็ล้มลงจนโรมัน อับราโมวิชต้องขายสโมสร ใครจะคิดว่าการรวมตัวของเหล่ามหาเศรษฐีที่พรวดพราดเข้ามากอบกู้ทีม จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุอยู่ภายใน? ท็อดด์ โบห์ลี กลายเป็นหน้าตาของกลุ่มผู้ชนะในการประมูล เขาชักชวน มาร์ก วอลเตอร์ เจ้าพ่อวงการกีฬาอเมริกัน และ ฮันส์ยอร์ก วิส นักธุรกิจชาวสวิส เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย 12.8% ขณะที่กองทุนไพรเวทอิควิตี้ คลีร์เลค แคปปิตอล คว้าส่วนแบ่งก้อนโต 61.6% พร้อมดึง เบห์ดัด เอก์บาบลี และ โฮเซ อี เฟลิเซียโน สองนักลงทุนสายเทค เข้ามานั่งอยู่ในบังลังก์บริหาร
ฟังเผินๆ เหมือนเป็นสวรรค์ของนักลงทุนที่มารวมตัวกันเพื่อกอบกู้สโมสรยักษ์ใหญ่ แต่ในโลกความจริง มันคือการจับคนแปลกหน้ามานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน แล้วหวังว่าจะไม่มีการฆ่ากันเอง ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว และผมกล้าฟันธงเลยว่า เกมการเมืองนี้จะดุเดือดกว่าการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเสียอีก
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า คลีร์เลค ซึ่งถือหุ้นใหญ่สุด เริ่มมองว่าโบห์ลีเป็นตัวถ่วง ไม่ใช่หุ้นส่วนที่สร้างประโยชน์ พวกเขาอยากได้คนที่บริหารแบบมีระบบ ไม่ใช่คนที่ชอบโชว์ตัวและตัดสินใจด้วยอารมณ์แบบที่โบห์ลีทำตลอดมา และเมื่อผลงานในสนามเริ่มไม่เป็นใจ การตั้งคำถามถึงบทบาทของโบห์ลีก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่หลายฝ่ายเริ่มพูดกันตรงๆ ว่า “ถ้าไม่เอาโบห์ลีออก เกมนี้ก็ไปต่อไม่ได้”
แต่คำถามที่ผมอยากจะถามกลับไปหาคลีร์เลคคือ แล้วหลังจากนั้นล่ะ? คุณจะโทษใครต่อ? เพราะการบริหารสโมสรฟุตบอลมันไม่เหมือนการบริหารบริษัทเทคฯ ที่คุณดูกราฟตัวเลขแล้วตัดสินใจได้เลย ฟุตบอลมันเป็นเรื่องของผู้คน ความรู้สึก และความอดทน ซึ่งดูเหมือนสองอย่างหลังนี้ คลีร์เลคกำลังมีไม่พอ
นี่คือโจทย์ข้อใหญ่ของเชลซีในตอนนี้ พวกเขารีเซ็ตสโมสรมาหลายรอบแล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนโค้ช เปลี่ยนนักเตะ เปลี่ยนสไตล์การเล่น แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือพิษสงในบอร์ดบริหาร และถ้ายังจัดการกับจุดนี้ไม่ได้ ต่อให้คุณได้เป๊ป กวาร์ดิโอล่ามานั่งคุมทีม ก็ไม่มีทางพาสโมสรกลับไปรุ่งได้ เพราะรากฐานมันผุพังไปแล้ว
การที่กองทุนไพรเวทอิควิตี้ เข้ามาบริหารสโมสรฟุตบอล มันเป็นแนวคิดที่ฟังดูดีในกระดานไวท์บอร์ด แต่พอลงมือทำจริง มันคือการวัดใจระหว่าง “ผลกำไรระยะสั้น” กับ “ความยั่งยืนระยะยาว” ซึ่งสองสิ่งนี้มักจะไปด้วยกันไม่ได้ในวงการลูกหนัง และเชลซีกำลังเป็นเหยื่อของความขัดแย้งนี้อย่างชัดเจน
ถ้าคลีร์เลคคิดว่าแค่เปลี่ยนตัวบุคคลในบอร์ดแล้วทุกอย่างจะดีเอง พวกเขาคงต้องคิดใหม่ เพราะปัญหามันอยู่ที่โครงสร้างและแนวคิดในการบริหารต่างหาก ไม่ใช่ตัวบุคคล และถ้ายังยึดติดกับความคิดแบบนายทุนที่มองทุกอย่างเป็นตัวเลข สโมสรแห่งนี้ก็จะวนเวียนอยู่ในวังวนแบบเดิมไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ
ความจริงที่โหดร้ายคือ ต่อให้โบห์ลีออกไป ปัญหาของเชลซีก็ไม่ได้จบลงด้วยการเปลี่ยนตัวละคร ตราบใดที่คลีร์เลคยังคิดเหมือนนักลงทุนที่มองฟุตบอลเป็นเพียงสินทรัพย์ ไม่ใช่สโมสรที่มีหัวใจ พวกเขาก็แค่กำลังหาคนใหม่มานั่งรับเคราะห์แทนเท่านั้นเอง
ที่มา: The Guardian Football — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...