รายงานผลการแข่งขัน
Match Report
เซลติกทำได้จริงดิ? นำ 4-0 แล้วโดนถล่ม 5 ลูกไม่ให้ปิดบัญชี ความอัปยศครั้งใหม่ในยุโรปที่ไม่มีคำแก้ตัว
จากที่คิดว่าผีเข้าสิงอีกครั้งในบิ๊กเกอร์คัพ กลายเป็นว่าครั้งนี้มันโคตรจะแย่กว่าเดิมจนต้องตั้งคำถามว่าแก่นแท้ของทีมนี้คืออะไรกันแน่
ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 4 นาที
มันต้องเป็นเรื่องยากมากที่จะหาคำบรรยายที่เหมาะสมกับความหายนะครั้งนี้ของเซลติก ผมไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีระหว่าง "การพังทลาย" กับ "การฆ่าตัวตายหมู่บนสนาม" แต่อย่างน้อยที่สุด มันคือการยกระดับความล้มเหลวในเวทียุโรปของพวกเขาขึ้นไปอีกขั้นแบบที่ไม่มีใครคาดคิด
ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันอังคาร ทุกอย่างมันเริ่มต้นได้สวยหรูเกินฝัน ลูกยิงเรียดๆ ของกัปตันทีม คัลลัม แม็คเกรเกอร์ ในนาทีที่ 21 พาเซลติกออกนำ ลาสก์ 1-0 ในนัดนั้น และเมื่อรวมผลสองนัดนำห่างถึง 4-0 เกมมันดูจบสิ้นแล้ว ใครจะไปคิดว่า "แกรนด์โอลด์ทีม" จะทำอะไรที่มันห่วยแตกเท่ากับเมื่อปีก่อนได้อีก
แต่เดี๋ยวก่อน ฟุตบอลมันไม่เคยให้อะไรฟรีๆ หรอกนะครับ โดยเฉพาะกับเซลติกในเวทียุโรป ช่วงเวลาแห่งความสุขของแฟนๆ กลายเป็นฝันร้ายในพริบตา พวกเขาโดนยิง 5 ประตูรวดแบบไม่ให้โอกาสตั้งตัว นี่มันไม่ใช่แค่พลาดท่า แต่คือการล่มสลายครั้งประวัติศาสตร์ที่แม้แต่หมอดูชื่อก้องโลกอย่างมิสติก เม็ก กับนอสตราดามุสมาช่วยกันทายก็คงเดาไม่ถูก
ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่การแพ้ แต่อยู่ที่ "วิธีการ" แพ้ต่างหาก การนำห่างขนาดนั้นแล้วปล่อยให้คู่แข่งยิง 5 ลูกรวดในเวลาอันสั้น มันคือการขาดซึ่งสมาธิ ขาดซึ่งความเป็นผู้ใหญ่ และที่สำคัญที่สุดคือขาดซึ่ง "ดีเอ็นเอ" ของทีมใหญ่ที่ต้องรู้จักปิดเกมให้ขาด
นักพากย์อย่างบิล เลสลี่ ถึงกับพูดออกมาว่า "เกมนี้หลุดมือลาสก์แล้ว" หลังประตูขึ้นนำของแม็คเกรเกอร์ แต่กลายเป็นว่าเขาพูดเร็วเกินไป เพราะสิ่งที่ตามมาคือการตอบโต้ที่ดุดันและโหดเหี้ยมของเจ้าบ้านที่เล่นงานแนวรับเซลติกที่แตกร้าวราวกับกระดาษ
ถามว่าผิดที่ใคร? มันผิดกันทั้งทีม ตั้งแต่แนวรับที่เล่นแบบไม่มีความมั่นใจ ยันกองกลางที่คุมจังหวะเกมไม่ได้ และกองหน้าที่จู่ๆ ก็หายไปจากเกม การที่ทีมอย่างเซลติกซึ่งเป็นแชมป์สกอตติชพรีเมียร์ชิพ ถูกถล่มแบบนี้ มันคือคำถามใหญ่ที่มาร์ติน โอนีลล์ ต้องหาคำตอบให้ได้โดยด่วน ถ้าเขายังอยากจะคุมทีมนี้ต่อไป
นี่ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือ "ตราบาป" ที่ติดอยู่กับสโมสรไปอีกนาน แฟนบอลอาจให้อภัยการแพ้ได้ แต่การแพ้ในลักษณะนี้มันคือการดูถูกน้ำใจนักสู้ของพวกเขาโดยตรง พวกเขาพร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างทีมเสมอ แต่คงไม่มีใครยอมรับการยอมแพ้แบบไร้เยื่อใยแบบนี้แน่นอน
การกลับไปเล่นในประเทศที่พวกเขาคุ้นเคยอาจช่วยเยียวยาจิตใจได้บ้าง แต่อย่าลืมว่าบาดแผลในเวทียุโรปครั้งนี้มันลึกเกินกว่าจะลบเลือนได้ง่ายๆ กับทีมที่หวังจะก้าวไปไหนไกลๆ ในบิ๊กเกอร์คัพ นี่คือความจริงที่พวกเขาต้องเผชิญ
และในขณะที่เซลติกกำลังจมอยู่กับความหายนะของตัวเอง โลกฟุตบอลก็ยังมีเรื่องน่าขันให้ได้ขำกลิ้งกับจดหมายของแฟนบอลอย่างฟิล ทาเวอร์เนอร์ ที่ตั้งข้อสังเกตถึงความบ้าคลั่งของตลาดซื้อขายนักเตะยุคนี้ ที่สโมสรต่างๆ ขายนักเตะที่ฟอร์มตกได้ในราคาสูงกว่าตอนซื้อมาเสียอีก เขาเปรียบเทียบกับทีวีมือสองที่ซื้อมา 50 ปอนด์แต่จะขาย 100 ปอนด์ นั่นแหละครับ ฟุตบอลสมัยนี้มันช่างไร้เหตุผล และนั่นคือเสน่ห์ของมัน
ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือจดหมายของเคน มิวเออร์ ที่เปรียบเทียบแทคติกสุดบรรลือโลกของเชลซีที่เน้น "ยิงให้ได้มากกว่า" กับนิวคาสเซิลยุคเควิน คีแกน ที่ไม่สนใจว่าจะเสียกี่ลูก ขอแค่ยิงนำหน้าให้ได้ก็พอ มันเป็นแนวคิดที่เสี่ยงตายแต่ก็สนุกสุดๆ และทำให้พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้มีสีสันไม่น้อย
ฟังนะเซลติก ความพ่ายแพ้แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาอีกต่อไป มันคือการสั่งสมปัญหามาเรื่อยๆ จนระเบิดออกมาในเกมที่สำคัญที่สุด ถ้ายังอยากถูกนับว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในยุโรป รีบแก้ไขด่วน มิฉะนั้นคำว่า "ตลก" จะติดตราหน้าพวกเขาไปอีกนานเท่านาน
ที่มา: The Guardian Football — อ่านต้นฉบับ

ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...