ข่าวย้ายทีม
TRANSFER NEWS
ตลาดเดือดเกินพิกัด! 3 ทีมดังอังกฤษ ทุ่มเช็ค 100 ล้านปอนด์ รั้งท็อปทรีค่าตัวซัมเมอร์นี้
เชลซี, แมนฯ ซิตี้ และสเปอร์ส เปิดศึกชิงตัวครั้งประวัติศาสตร์ หลังค่าตัวทะลุหลักร้อยล้านกันถ้วนหน้า ใครได้ใครเสีย ไปดูกัน
ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 4 นาที
เอกเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของตลาดซื้อขายซัมเมอร์ แต่ฤดูกาลนี้มันไม่เหมือนที่ผ่านมาแน่นอน เพราะแค่ช่วงเปิดตลาดไม่กี่สัปดาห์ เราก็เห็นดีลระดับ “ร้อยล้านปอนด์” ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดแล้ว ถ้าใครบอกว่าตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้เงียบเหงา ขอบอกเลยว่าคนนั้นไม่ได้ดูบอลจริงแน่นอน
จากรายงานของ talkSPORT ระบุชัดว่า 10 อันดับดีลที่แพงที่สุดในซัมเมอร์นี้ มีทีมจากพรีเมียร์ลีกผูกขาดพื้นที่ส่วนบนของตารางไว้หมด ไม่ว่าจะเป็นเชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่ต่างก็ยอมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อคว้าตัวเป้าหมายระดับท็อปของยุโรปเข้ามาร่วมทีม และที่สำคัญคือทั้งสามสโมสรนี้ ยอมจ่ายค่าตัวแพงเกินหลัก 100 ล้านปอนด์กันทุกทีม
ต้องเข้าใจก่อนว่า สถานการณ์การเงินของสโมสรในพรีเมียร์ลีกตอนนี้มัน “เฟื่องฟู” เกินกว่าทีมอื่นในยุโรปจะตามทันจริงๆ เพราะรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่เพิ่มขึ้นทุกปี บวกกับพลังการตลาดของลีกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ทีมอย่างเชลซีที่เพิ่งเปลี่ยนเจ้าของทีมไปไม่นาน กล้าที่จะเปิดกระเป๋าจ่ายค่าตัวแบบไม่กะพริบตา ขณะที่แมนฯ ซิตี้เองก็ยังคงความโหดในตลาดด้วยการดึงตัวผู้เล่นที่การ์ดสูงมาร่วมทัพ ส่วนสเปอร์สก็ไม่ยอมน้อยหน้า ทุ่มเทเพื่อกลับมาเป็นทีมที่โลดแล่นในเวทียุโรปอีกครั้ง
ประเด็นสำคัญคือ ดีลเหล่านี้ไม่ใช่แค่การซื้อนักเตะธรรมดา แต่มันคือ “การประกาศศักดา” ว่าสโมสรไหนพร้อมจะสู้เพื่อแชมป์จริง และมันสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างลีกอังกฤษกับลีกอื่นๆ ในยุโรป
ถามว่าเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกทุ่มลงไปนี้คุ้มค่าหรือไม่? มุมมองของผมคือ มันคือเกมการเมืองและเกมจิตวิทยาในสนามเดียวกัน การที่สเปอร์สยอมจ่ายค่าตัวระดับ 100 ล้านปอนด์ ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะได้แชมป์ทันที แต่แปลว่าพวกเขากำลังส่งสัญญาณไปยังคู่แข่งว่า “เราไม่ได้เป็นแค่ทีมระดับท็อปโฟร์อีกต่อไป”
สำหรับแมนฯ ซิตี้ การจ่ายเงินแพงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่การที่พวกเขายังกล้าทุ่มแบบนี้ในยุคที่ยูฟ่าจับตาดูเรื่องการเงินอย่างเข้มงวด แสดงให้เห็นว่าพวกเขามั่นใจในโครงสร้างการเงินของตัวเองมากพอ และมันก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ทำให้ทีมอื่นๆ รู้สึกเหนื่อยใจที่ต้องไล่ตาม
ส่วนเชลซี หลังยุคของโบห์ลี่เข้ามา พวกเขากลายเป็นทีมที่ซื้อนักเตะแบบ “เหมาเข่ง” จนหลายคนอดตั้งคำถามว่า การทุ่มเงินครั้งนี้จะสร้างความสมดุลในทีมได้จริงหรือ หรือแค่ซื้อเพราะอยากได้ก่อนคนอื่นเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าอันตรายกว่าการซื้อแพงเสียอีก
เชลซี
ทุ่มเงินเกิน 100 ล้านปอนด์ คว้าตัวเป้าหมายหลักมาร่วมทีม สร้างสถิติใหม่ของสโมสรในตลาดซัมเมอร์นี้
แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ยืนยันดีลระดับ 100 ล้านปอนด์ เติมเต็มขุมกำลังเพื่อล่าแชมป์รายการใหญ่อีกครั้ง
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
หักมุมทุกความคาดหมาย ด้วยการทุ่มค่าตัวระดับ 100 ล้านปอนด์ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรเพื่อดึงตัวซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีม
อีกมุมที่ต้องพูดถึงคือ ผลกระทบต่อนักเตะในตลาดที่ราคาตัวถูก “พอง” ขึ้นมาทันที เมื่อทีมยักษ์ใหญ่ยอมจ่ายแพงขนาดนี้ ทีมเล็กๆ ที่มีนักเตะดาวรุ่งก็จะตั้งราคาค่าเหนื่อยและค่าตัวตามไปด้วย ซึ่งมันจะทำให้ตลาดซื้อขายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ยิ่งบ้าคลั่งและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่แฟนบอลอย่างเราๆ ได้เห็นในซัมเมอร์นี้ ไม่ใช่แค่ดีลย้ายทีม แต่มันคือ “สงครามอำนาจ” ทางการเงินของสโมสรยักษ์ใหญ่ที่พร้อมจะทุ่มทุกอย่างเพื่อให้ได้นักเตะที่ต้องการมาไว้ในครอบครอง และถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ผมบอกได้เลยว่า ราคานักเตะ 150-200 ล้านปอนด์ จะกลายเป็นเรื่องปกติในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ฟันธงได้เลยว่า ตลาดซัมเมอร์นี้คือยุคทองของ “เงิน” ที่จะตัดสินอนาคตของลีกไปอีกหลายปี ใครที่มีกำลังทรัพย์มากที่สุด ไม่ได้การันตีแชมป์เสมอไป แต่การันตีได้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งพื้นที่ของตัวเองง่ายๆ แน่นอน
ที่มา: talkSPORT Football — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...