ข่าวย้ายทีม
Transfer News
คาร์ริคฟาดสายตรงถึงบอร์ดผี: หนึ่งเดือนแล้วที่นิ่งงัน อยากได้ใครรีบจัดการ เดี๋ยวปิดตลาดก็จอดป้าย
ทีมที่กำลังหาคนมาปะยางรถบัส แต่กลับจอดซ่อมอยู่ในโรงรถมานานนับเดือน — แฟนผีจะทนได้อีกแค่ไหน?
ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 4 นาที
เข้าเดือนสิงหาคมแล้วนะครับทุกคน และถ้าคุณเป็นแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด คุณคงเริ่มจับชีพจรตัวเองแล้วว่าหัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นเต้นหรือความเครียดกันแน่ เพราะตลาดซื้อขายนักเตะเปิดมาเป็นเดือนเต็มๆ แต่ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดกลับเงียบกริบราวกับห้องสมุดยามดึก ไม่มีแม้แต่เสียงใบไม้ไหว ไม่มีดีลใหม่แม้แต่รายเดียว ขณะที่เพื่อนร่วมลีกต่างช้อปปิ้งกันกระจาย
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่แฟนบอลที่เริ่มร้อนรน เพราะแม้แต่กุนซืออย่าง ไมเคิล คาร์ริค ก็ถึงกับต้องเอ่ยปากบอกกับเจ้าของทีมตรงๆ แล้วว่า “ผมต้องการอะไรบ้าง” ในช่วงที่เหลือของตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ มันไม่ใช่การขอแบบสุภาพบุรุษ แต่เป็นเสียงเรียกร้องจากคนที่ต้องรับผิดชอบผลงานในสนาม และกำลังเห็นทีมตัวเองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีการเสริมทัพ
ฟังดูเหมือนละครน้ำเน่าหรือเปล่า? ไม่หรอกครับ นี่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับสโมสรที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษ พวกเขากำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังในเกมการเสริมทัพ และถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปจนตลาดปิดตัวลง บอกได้เลยว่าฤดูกาลนี้จะไม่ใช่แค่ยาก แต่คือฝันร้ายซ้ำรอย
รายงานจาก Mirror Football ระบุชัดเจนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ใช้เวลาในตลาดซื้อขายหน้าร้อนนี้ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มๆ โดยไม่มีการประกาศนักเตะใหม่เข้ามาแม้แต่คนเดียว ขณะที่คู่แข่งร่วมลีกต่างควานหาคนเสริมทีมกันอย่างบ้าคลั่ง และสถานการณ์แบบนี้เองที่ทำให้คาร์ริคต้องออกโรงพูดกับผู้บริหารระดับสูงของสโมสรอย่างตรงไปตรงมา ถึงสิ่งที่เขาต้องการก่อนที่หน้าต่างตลาดจะปิดลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
หลายคนอาจมองว่านี่คือการกดดัน แต่ในมุมของผม มันคือการทำหน้าที่ของกุนซือที่เห็นปัญหาชัดเจนอยู่ตรงหน้า ทีมชุดปัจจุบันยังมีจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดในหลายตำแหน่ง และการไม่ขยับตัวเลยแม้แต่นิดเดียวในตลาดที่คู่แข่งทุกทีมวิ่งกันเป็นมดตีดวน มันคือการจงใจเสี่ยงกับอนาคตของสโมสรโดยไม่จำเป็น
ความเงียบในตลาดซื้อขายของแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ส่งผลแค่ขวัญกำลังใจของแฟนบอลเท่านั้น แต่มันกระทบโดยตรงต่อแผนการเล่นของคาร์ริคในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ถ้าไม่มีนักเตะใหม่เข้ามาเสริมในตำแหน่งที่ต้องการ การจะสู้กับทีมที่เสริมทัพอย่างเต็มที่ทั้ง แมนฯ ซิตี้, อาร์เซน่อล หรือแม้แต่ลิเวอร์พูล มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในระยะยาว
และที่สำคัญไปกว่านั้นคือเรื่องของเวลา ยิ่งปล่อยเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ตัวเลือกในตลาดก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น นักเตะดีๆ ที่ตั้งใจจะดึงตัวมามีไม่กี่คน และถ้าปล่อยให้ทีมอื่นฉกฉวยไปก่อน สุดท้ายก็ต้องควานหาคนที่เหลือ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือพวก “พอใช้ได้” ไม่ใช่ “ยกระดับทีมได้” แบบที่สโมสรระดับนี้ต้องการ
คาร์ริคเองก็รู้ดีถึงสถานการณ์นี้ เขาจึงไม่รอช้าที่จะส่งสัญญาณไปถึงบอร์ดบริหารว่า “อย่ามัวแต่คิด ลงมือทำได้แล้ว” เพราะในฐานะคนที่ต้องคุมทีมลงสนาม เขาคือคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดถ้าทีมไม่ได้คนตามที่ต้องการ
ต้องบอกตามตรงว่าผมเข้าใจความรู้สึกของคาร์ริคดี ไม่ใช่แค่ในฐานะกุนซือ แต่ในฐานะคนที่เคยเป็นนักเตะของสโมสรแห่งนี้มาก่อน เขารู้จักดีถึงมาตรฐานและความคาดหวังของแฟนบอลผีแดง และเขาก็รู้ดีว่าการปล่อยให้ทีมอ่อนแอลงแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
คำพูดของคาร์ริคในครั้งนี้ไม่ได้ออกมาในเชิงขอร้อง แต่เป็นเชิงเรียกร้อง และนั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ทีมอย่างแมนฯ ยูไนเต็ดไม่ควรอยู่ในสถานะที่ต้องมานั่งลุ้นว่านักเตะเป้าหมายจะถูกทีมอื่นแย่งไปก่อนหรือไม่ พวกเขาควรเป็นฝ่ายเดินเกมรุกในตลาด ไม่ใช่ตั้งรับแบบนี้
ถ้าถามผมว่าใครควรถูกตำหนิในสถานการณ์แบบนี้ คำตอบคือผู้บริหารที่ตัดสินใจช้าเกินไปนั่นแหละครับ เพราะกุนซือบอกความต้องการชัดเจนแล้ว หน้าที่ของบอร์ดคือจัดหาเงินทุนและปิดดีลให้ได้ ไม่ใช่นั่งรอจังหวะแล้วปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป
ฤดูกาลที่แล้วแมนฯ ยูไนเต็ดจบด้วยการได้ไปเล่นยุโรป แต่ถ้าฤดูกาลนี้ยังเสริมทัพแบบนี้อีก ผมบอกได้เลยว่าการลุ้นพื้นที่ยุโรปจะกลายเป็นแค่ความฝัน และนั่นจะทำให้สโมสรถอยหลังลงคลองไปอีกหลายปี
สรุปสั้นๆ ตรงนี้เลย: คาร์ริคพูดในสิ่งที่แฟนบอลทุกคนคิด แต่คำถามคือบอร์ดผีจะฟังเสียงใครสักคนไหม? ถ้ายังนิ่งแบบนี้ต่อไปจนตลาดปิด เตรียมตัวเจอฤดูกาลที่โหดร้ายได้เลย เพราะในพรีเมียร์ลีกยุคนี้ ยืนนิ่ง = ถอยหลัง และการถอยหลังของสโมสรใหญ่แบบนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องน่าอาย แต่คือหายนะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา: Mirror Football — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...