The Guardian Football นัดต่อไป พบ Ipswich Town · 30 ส.ค. 22:30 น. 7 วันที่แล้ว general สรุปข่าวโดย AI

Manchester United’s midfield rebuild leaves Carrick with no excuses

The Guardian Football 21 Aug 2026
ตราสโมสร Manchester United
28 15m
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบกระทู้



วิเคราะห์แทคติก
TACTICS


ผ่าทีมชาติ! แมนยูทุ่ม 155 ล้านปอนด์ เสริมกลางยกใหญ่ — คาร์ริคหมดข้ออ้างแล้ว



จากปัญหาเรื้อรังที่กัดกินสโมสรมาหลายยุคหลายสมัย สู่การแก้เกมครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของทีมไปตลอดกาล




ทีมข่าว KickTH
⏱ อ่าน 4 นาที




ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 เอ็ด วูดเวิร์ด ซีอีโอตัวพ่อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคนั้น ออกมาประกาศกร้าวผ่านช่อง MUTV ว่า "เมื่อไหร่ที่คนเห็นชื่อบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ในทีมซีต นั่นจะทำให้คอของคู่แข่งสั่นสะท้าน" ฟังดูยิ่งใหญ่สุดกู่ใช่ไหม? ผลปรากฏว่าคำทำนายนี้พลาดไม่เป็นท่า เพราะกองกลางแชมป์โลกคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดของสโมสรในรอบหลายปี



สองปีหลังจากคำพูดที่ดูมั่นหน้าเกินไปของวูดเวิร์ด ชไวน์สไตเกอร์ก็ถูกเขี่ยทิ้งไปให้ชิคาโก ไฟร์ ด้วยสถิติสุดน่าอาย — ลงสนามให้ผีแดงแค่ 35 นัด ยิงได้ 2 ประตู แถมช่วงท้ายๆ ยังโดนโชเซ่ มูรินโญ่ สั่งให้ไปซ้อมกับชุดเยาวชนอีกต่างหาก นี่มันคือภาพจำลองของเรื่องราวกองกลางทุกคนที่ยูไนเต็ดซื้อเข้ามาในรอบเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว



แต่ฤดูร้อนนี้ มันอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อไมเคิล คาร์ริค กุนซือคนปัจจุบัน ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่กับแผงมิดฟิลด์แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยการดึงตัว ยูรี ตีเลอม็องส์ จากแอสตัน วิลล่า ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ และ อังเดรย์ ซานโตส จากเชลซี ด้วยค่าตัว 48 ล้านปอนด์ บวกกับแอดออนอีก 2 ล้าน แถมยังใกล้ได้ตัว คาร์ลอส บาเลบา จากไบรท์ตัน ในราคาราวๆ 70 ล้านปอนด์อีกต่างหาก



ที่มาของปัญหา


พูดกันตรงๆ เลยว่า ปัญหาแผงมิดฟิลด์ของยูไนเต็ด ไม่ใช่เพิ่งเกิดป่านนี้ แต่มันสั่งสมมานานตั้งแต่ยุคที่คาร์ริคตัวเองยังเป็นนักเตะอยู่บนสนามเลยด้วยซ้ำ หลังจากที่เขาวางเกมได้แจ่มสุดๆ ในฐานะมิดฟิลด์ตัวรับ มันก็ไม่มีใครที่ยืนหยัดในตำแหน่งนี้ได้อย่างแท้จริงเลยสักคน ไม่ว่าจะเป็นมอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, เฟร็ด, สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หรือแม้แต่คาเซมิโร่ ที่ตอนซื้อมาเหมือนจะใช่ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่เงาของตัวเองที่เรอัล มาดริด



การที่ทีมต้องพึ่งกองกลางอายุเยอะหรือนักเตะที่ฟอร์มตกซื้อติดลมบนมาแบบไม่มีความชัดเจน มันคือความผิดพลาดเชิงนโยบายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแฟนบอลเริ่มชินชาไปแล้วว่ากองกลางตัวใหม่ของทีมจะต้องเป็นอีกหนึ่งดีลที่จบไม่สวย



มุมมองของเรา


การดึงตีเลอม็องส์กับซานโตสมาแบบนี้ บอกได้เลยว่าคาร์ริคไม่ได้อยากได้แค่ "ตัวประคองเกม" แต่เขาต้องการ "ตัวเปลี่ยนเกม" ตีเลอม็องส์คือมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องทั้งเกมรุกเกมรับ มีวิชั่นและจ่ายบอลทะลุแนวรับได้ ส่วนซานโตสคือพลังหนุ่มที่วิ่งไม่รู้จักเหนื่อย แถมยังดันเกมขึ้นหน้าได้ดี บวกกับบาเลบาที่กำลังจะมา นี่มันคือการปูพรมแผงกลางใหม่ทั้งชุด



ถามว่าคุ้มไหมกับเงินที่จ่ายไป? 155 ล้านปอนด์สำหรับกองกลางสามคน มันคือการลงทุนที่สูงมาก แต่สำหรับทีมที่ปัญหากลางรุนแรงขนาดนี้ มันคือการลงทุนที่จำเป็น และที่สำคัญกว่านั้นคือมันส่งสัญญาณชัดเจนว่า "ยุคของการประคองตัวจบสิ้นแล้ว"




ยูรี ตีเลอม็องส์

ค่าตัว 35 ล้านปอนด์ จากแอสตัน วิลล่า — จอมทัพเบลเยียมที่ผ่านประสบการณ์ระดับท็อปมาแล้ว ทั้งพรีเมียร์ลีกและยูโรเปี้ยนคัพ



อังเดรย์ ซานโตส

ค่าตัว 48+2 ล้านปอนด์ จากเชลซี — มิดฟิลด์บราซิเลียนวัย 22 ปี ที่มีความกระหายและพลังงานเหลือล้น



คาร์ลอส บาเลบา

ค่าตัวประมาณ 70 ล้านปอนด์ จากไบรท์ตัน — กำลังจะปิดดีล เป็นตัวปิดเกมที่แข็งแกร่งและอ่านเกมได้ยอดเยี่ยม


สิ่งที่น่าสนใจคือ การเสริมทัพครั้งนี้มันไม่ได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มันคือการสร้างโครงสร้างระยะยาวให้กับทีม อายุเฉลี่ยของแผงกลางชุดใหม่นี้คือประมาณ 24 ปี นั่นหมายความว่าแฟนบอลจะได้เห็นแผงกลางชุดนี้อยู่ด้วยกันไปอีกหลายปี และมันคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ทีมกลับมาเป็นทีมที่น่ากลัวได้อีกครั้ง



💡

ถึงตรงนี้ ขอบอกได้คำเดียวว่า "หมดข้ออ้าง" สำหรับคาร์ริคแล้ว เงินลงทุนระดับนี้ไม่ใช่แค่การซื้อนักเตะ แต่มันคือการเดิมพันอาชีพกุนซือของเขาด้วย ถ้าแผงกลางชุดใหม่นี้ยังพาทีมไปไม่ถึงฝั่งฝันได้อีก ก็ไม่มีใครให้โทษได้นอกจากตัวเขาเอง แต่จากดีกรีของนักเตะที่ดึงมา ผมกล้าฟันธงว่าเรื่องนี้มันจะต่างจากยุคชไวน์สไตเกอร์แน่นอน



ที่มา: The Guardian Football — อ่านต้นฉบับ


#ManchesterUnited #AstonVilla #MidfieldRebuild

ความคิดเห็น 3

กำลังโหลดความคิดเห็น...